ให้คนเอาเงินไปปล่อยกู้ต่อ คิดดอกผิดกฎหมาย สัญญากู้ตกเป็นโมฆะทั้งฉบับหรือไม่

276 จำนวนผู้เข้าชม  | 

ให้คนเอาเงินไปปล่อยกู้ต่อ คิดดอกผิดกฎหมาย สัญญากู้ตกเป็นโมฆะทั้งฉบับหรือไม่

เขียนโดย : พุทธพจน์ นนตรี (ทนายความ) 

เขียนเมื่อ : 9 พฤศจิกายน 2568

094-550-0835

คำเตือน : แนวคำพิพากษาของศาลฎีกาที่เรียบเรียงมาให้อ่านนี้เป็นเพียงแนววินิจฉัยของศาลเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำสำหรับคนทั่วไปเรื่องวิธีการดำเนินคดี บุคคลที่ไม่ใช่ทนายความไม่ควรอ่านแล้วนำไปปฏิบัติเองที่ศาล ควรปรึกษาทนายความก่อนฟ้องหรือต่อสู้คดีทุกครั้
 
การนำเงินไปให้บุคคลอื่นปล่อยกู้ต่อเป็นวิธีการลงทุนอย่างหนึ่งและถือเป็นการให้กู้นอกระบบสถาบันการเงิน หลายครั้งจึงมักมีการคิดดอกเบี้ยกันเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด กรณีนี้เจ้าของเงินกู้หรือนายทุนเงินกู้จะฟ้องเรียกเงินคืนจากผู้ที่นำเงินไปปล่อยกู้ได้หรือไม่ และฟ้องเรียกเพียงใด
 
วันนี้ สำนักงานของเราจะนำคำพิพากษาที่เกี่ยวข้องมาเรียบเรียงให้ศึกษากันครับ  
           
1. หากเจ้าของเงินให้คนปล่อยกู้ทำสัญญากู้ยืมเงินกับตนเอง และคนปล่อยกู้เอาเงินไปปล่อยต่อโดยคิดดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดโดยเจ้าของเงินร่วมรู้เห็น เจ้าของเงินฟ้องเรียกต้นเงินจากคนปล่อยกู้ได้ตามสัญญากู้ยืมเงิน แต่จะฟ้องเรียกดอกเบี้ยที่เกินอัตราจากคนปล่อยกู้ไม่ได้ เรียกได้เพียงดอกเบี้ยผิดนัด
 
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4007/2552 ได้ความจากคำเบิกความของจำเลยต่อไปว่าจำเลยย้ายไปทำงานอยู่ที่ธนาคารออมสิน สาขาบางแค เมื่อประมาณเดือนพฤษภาคม 2534 และได้รู้จักกับโจทก์ จำเลยจึงเล่าเรื่องการปล่อยเงินกู้ของจำเลยให้โจทก์ฟัง โจทก์ร่วมลงทุน 100,000 บาท ต่อมาประมาณปี 2535 โจทก์ร่วมลงทุนอีก 200,000 บาท เช่นนี้ แสดงว่าจำเลยได้รับเงินจำนวน 300,000 บาท ไปจากโจทก์แล้ว การที่หนังสือสัญญากู้ยืมเงิน ระบุว่าจำเลยได้รับเงินจำนวน 300,000 บาท ไปจากโจทก์แล้วจึงถูกต้อง ... จำเลยเป็นพนักงานธนาคารย่อมรู้ดีถึงความแตกต่างระหว่างสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาตัวแทน หากโจทก์มอบเงิน 300,000 บาท ให้จำเลยเพื่อให้จำเลยไปปล่อยเงินกู้แทนโจทก์โดยจำเลยเพียงมีหน้าที่เก็บดอกเบี้ยจากผู้กู้มาส่งให้โจทก์ตามข้อกล่าวอ้างของจำเลย จำเลยก็สามารถทำสัญญาตัวแทนมอบเป็นหลักฐานให้แก่โจทก์ตรงตามข้อเท็จจริงได้ แต่จำเลยกลับทำเป็นสัญญากู้เงินจำนวนดังกล่าวให้ไว้แก่โจทก์เท่านั้น ย่อมชี้ให้เห็นว่าเป็นการกู้ยืมเงินกันจริง แม้จำเลยนำเงินที่ได้จากโจทก์ไปให้บุคคลอื่นกู้ยืมต่อในอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่า ก็เป็นเรื่องที่จำเลยได้รับประโยชน์จากส่วนต่างของดอกเบี้ย การที่จำเลยไม่ได้รับชำระหนี้จากบุคคลที่กู้ยืมเงินจากจำเลยก็เป็นเรื่องที่จำเลยต้องเสี่ยงภัยเอาเอง แต่จำเลยยังคงต้องรับผิดตามสัญญากู้ยืมเงินที่ทำให้ไว้แก่โจทก์ กรณีไม่ใช่เรื่องที่จำเลยเป็นตัวแทนของโจทก์แต่อย่างใด ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าสัญญาที่จำเลยทำให้ไว้แก่โจทก์เป็นสัญญากู้ยืมเงินที่แท้จริง ไม่ใช่นิติกรรมอำพรางสัญญาตัวแทนระหว่างโจทก์กับจำเลย จำเลยจึงต้องรับผิดตามสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าว

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2071/2564 เห็นว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่า โจทก์มอบเงินให้จำเลยไปปล่อยให้ผู้อื่นกู้ยืมเงินต่อโดยคิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด คู่ความไม่ได้ฎีกาโต้แย้งว่าคำพิพากษาดังกล่าวไม่ถูกต้องอย่างไร จึงรับฟังได้ว่า การที่จำเลยนำเงินไปให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงินต่อมีการคิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด ดังนั้น ต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยลงลายมือชื่อในสัญญากู้สืบเนื่องจากจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์โดยขณะกู้ยืมเงินนั้นโจทก์และจำเลยรู้ว่าจำเลยจะนำเงินไปให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงินต่อโดยคิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด หรือสืบเนื่องจากจำเลยเป็นตัวแทนโจทก์ในการนำเงินของโจทก์ไปให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงินต่อโดยคิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด ปัญหานี้ฝ่ายโจทก์มีตัวโจทก์เบิกความว่า เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2558 จำเลยกู้ยืมเงินจากโจทก์ 1,800,000 บาท จำเลยได้รับเงินกู้ยืมจากโจทก์แล้ว ตกลงชำระดอกเบี้ยทุกเดือนในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี โดยไม่ได้กำหนดระยะเวลาชำระต้นเงินคืน หลังจากกู้เงินไปแล้วจำเลยมิได้ชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ โจทก์จึงให้จำเลยทำบันทึกข้อตกลงการชำระหนี้ที่ที่ทำการผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 3 ตำบลดงคู่ อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย โดยจำเลยรับว่ากู้ยืมเงิน 1,200,000 บาท และ 1,800,000 บาท จากโจทก์ ฝ่ายจำเลยมีตัวจำเลย นายณรงค์ สามีจำเลย และนางสาวสำราญ เบิกความทำนองเดียวกันว่า โจทก์เป็นอาสะใภ้ของจำเลย โจทก์มีอาชีพปล่อยเงินกู้ให้ประชาชนทั่วไป เมื่อประมาณปลายปี 2557 โจทก์ชักชวนจำเลยให้ร่วมกันปล่อยเงินกู้โดยจำเลยมีหน้าที่บอกกล่าวชาวบ้านในหมู่ที่ 3 ตำบลดงคู่ อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย และหมู่บ้านใกล้เคียงว่า หากมีบุคคลต้องการกู้ยืมเงิน ให้ติดต่อจำเลยแล้วจำเลยจะติดต่อโจทก์เพื่อให้โจทก์นำเงินกู้ยืมมาให้ บางครั้งจำเลยจะรับเงินกู้ยืมจากโจทก์มาให้ผู้กู้ และจำเลยมีหน้าที่เก็บดอกเบี้ยจากผู้กู้เพื่อส่งมอบแก่โจทก์ โดยโจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 4 ต่อสัปดาห์ และให้ค่าตอบแทนจำเลยเป็นส่วนแบ่งจากดอกเบี้ยที่ได้จากผู้กู้อัตราร้อยละ 1 ต่อสัปดาห์ ช่วงแรกที่จำเลยเก็บดอกเบี้ยจากผู้กู้ โจทก์ให้จำเลยลงลายมือชื่อในหนังสือสัญญากู้เงิน ซึ่งยังไม่มีการกรอกข้อความในเอกสาร มีเพียงลายมือชื่อของนายสมเดช ในช่องผู้เขียนและพยานเท่านั้น โจทก์กรอกจำนวนเงินกู้ยืม 1,800,000 บาท ในหนังสือสัญญากู้เงิน ไม่ตรงกับความจริงโดยจำเลยไม่ยินยอม จำเลยทำหน้าที่หาผู้กู้และเก็บดอกเบี้ยให้โจทก์จนถึงประมาณกลางปี 2558 ผู้กู้เริ่มผิดนัดไม่ชำระดอกเบี้ย ทำให้จำเลยไม่สามารถเก็บดอกเบี้ยส่งมอบให้โจทก์ โจทก์บอกจำเลยว่าเงินที่นำมาปล่อยกู้เป็นของบุคคลอื่นด้วย เมื่อไม่สามารถเก็บดอกเบี้ยจากผู้กู้ได้ เจ้าของเงินคนอื่นจึงขอดูสัญญากู้ยืมเงิน โจทก์ขอให้จำเลยลงชื่อเป็นผู้กู้ในหนังสือสัญญากู้ยืมเงิน 1,200,000 บาท และให้นายณรงค์ สามีของจำเลยลงชื่อเป็นผู้ค้ำประกันให้แก่โจทก์เพื่อนำไปแสดงต่อเจ้าของเงินคนอื่น จำนวนเงินตามสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวเป็นต้นเงินที่ปล่อยกู้ 900,000 บาท และดอกเบี้ยที่เก็บไม่ได้ประมาณ 2 เดือน เป็นเงิน 300,000 บาท โจทก์บอกว่าจะไม่นำเอกสารดังกล่าวไปดำเนินคดีอย่างแน่นอนและจะให้จำเลยทำหน้าที่เก็บดอกเบี้ยต่อไป จำเลยและนายณรงค์ต้องการค่าตอบแทนจากการเก็บดอกเบี้ยต่อไปจึงลงชื่อในหนังสือสัญญากู้ยืมเงิน ต่อมาโจทก์ฟ้องจำเลยและนายณรงค์ให้รับผิดตามหนังสือสัญญากู้เงินดังกล่าวเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ผบ.595/2560 ของศาลชั้นต้น เห็นว่า โจทก์อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความยืนยันว่า จำเลยได้กู้ยืมเงินจากโจทก์เป็นเงิน 1,800,000 บาท และรับไปจากโจทก์ครบถ้วนแล้ว และมีนายมงคล พยานโจทก์เบิกความสนับสนุนว่า พยานเป็นผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 4 ตำบลดงคู่ อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2559 โจทก์กับจำเลยและนายณรงค์สามีจำเลย ได้ทำบันทึกยอมรับว่าทำสัญญากู้เงินจากโจทก์สองฉบับ เป็นเงิน 1,200,000 บาท และ 1,800,000 บาท ขณะทำบันทึกนั้นจำเลยและสามีจำเลยลงลายมือชื่อด้วยความสมัครใจไม่ได้มีการบังคับขู่เข็ญแต่อย่างใด พยานได้ลงลายมือชื่อในฐานะพยานในการทำบันทึก และเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า โจทก์เล่าให้ฟังว่าจำเลยและสามีจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์จำนวนดังกล่าว แล้วผิดนัดไม่ชำระหนี้จึงได้มีการทำบันทึกนั้น ทั้งนี้ นายมงคลเป็นผู้ใหญ่บ้านและไม่ปรากฏว่ามีส่วนได้เสียกับคู่ความฝ่ายใด จึงน่าเชื่อว่าพยานเบิกความไปตามข้อเท็จจริง ส่วนที่จำเลยอ้างว่าลงลายมือชื่อในหนังสือสัญญาที่ยังไม่ได้กรอกข้อความนั้น เมื่อพิจารณาหนังสือสัญญากู้ยืม ข้อความในช่องจำนวนเงินที่กู้กับช่องลงลายมือชื่อผู้กู้ปรากฏว่าสีหมึกของปากกาเหมือนกัน ส่อว่าเขียนโดยใช้ปากกาด้ามเดียวกัน จึงสอดคล้องกับที่โจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า จำเลยเป็นผู้กรอกจำนวนเงินในหนังสือสัญญากู้ยืมเอง ประกอบกับจำเลยเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านรับว่า จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ 1,200,000 บาท แล้วนำไปปล่อยกู้อีกต่อหนึ่งแล้วไม่สามารถชำระเงินคืนโจทก์ โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ผบ.595/2560 ของศาลชั้นต้น ต่อมามีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลมีคำพิพากษาตามยอมแล้ว และจำเลยเคยนำเงินให้นางแช่มช้อย กู้ยืมหลายครั้งเป็นเงิน 3,590,000 บาท ซึ่งมีเงินโจทก์รวมอยู่ด้วย อันเป็นการแสดงว่าจำเลยกู้ยืมเงินจากโจทก์แล้วนำเงินดังกล่าวออกให้บุคคลอื่นกู้ยืมต่อ จึงเจือสมกับพยานโจทก์ทำให้พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานจำเลย ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยกู้ยืมเงิน 1,800,000 บาท จากโจทก์แล้วนำเงินจำนวนดังกล่าวไปให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงินต่อโดยขณะให้ยืมนั้นโจทก์และจำเลยรู้อยู่แล้วว่าจำเลยจะนำเงินไปให้บุคคลอื่นกู้ต่อโดยคิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด ซึ่งเป็นการกระทำผิดอาญาตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 มาตรา 3 (ก) (เดิม) ประกอบประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 นิติกรรมการกู้ยืมระหว่างโจทก์และจำเลยจึงมีวัตถุประสงค์ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายและขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ย่อมตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 แต่ต้นเงินที่จำเลยกู้ยืมเงินไปนั้นสามารถแยกออกจากวัตถุประสงค์ในการกู้ยืมเงินที่จำเลยต้องการนำเงินไปปล่อยกู้ต่อโดยเรียกดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดที่เป็นโมฆะได้ ต้นเงินที่กู้ยืมไปจึงหาเป็นการชำระหนี้ฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายหรือศีลธรรมอันดีไม่ กรณีมีผลเพียงโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น ดังนั้น จำเลยซึ่งเป็นผู้กู้ยืมที่เป็นต้นเหตุให้โจทก์จ่ายต้นเงินตามสัญญากู้เงิน จึงต้องรับผิดคืนต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยผิดนัดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัด แต่โจทก์ฎีกาขอให้จำเลยรับผิดต้นเงินและดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จึงกำหนดให้ตามขอ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

2. ถ้าเจ้าของเงินไม่ได้ทำสัญญากู้กับคนปล่อยกู้ เพียงแต่มอบหมายให้คนปล่อยกู้เอาเงินของตัวเองไปปล่อยโดยคิดดอกเบี้ยผิดกฎหมาย เจ้าของเงินจะฟ้องเรียกทั้งต้นทั้งดอกคืนไม่ได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6901/2567 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยอยู่กินฉันสามีภริยากับนายภาณุพงศ์ ซึ่งเป็นน้องชายโจทก์ โจทก์ นางจำเนียร ซึ่งเป็นมารดาโจทก์ และจำเลยมีการสนทนากันผ่านแอปพลิเคชันเมสเซนเจอร์ โจทก์ใช้ชื่อ W. มารดาโจทก์ใช้ชื่อ N. จำเลยใช้ชื่อ K. ระหว่างวันที่ 23 เมษายน 2564 ถึงวันที่ 10 กรกฎาคม 2564 โจทก์โอนเงินจากบัญชีเงินฝากธนาคารของมารดาโจทก์และโจทก์เข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของจำเลยและมารดาของจำเลยรวม 7 ครั้ง ครั้งที่ 1 วันที่ 23 เมษายน 2564 จำนวน 50,000 บาท ครั้งที่ 2 วันที่ 22 พฤษภาคม 2564 จำนวน 20,000 บาท ครั้งที่ 3 วันที่ 26 มิถุนายน 2564 จำนวน 30,000 บาท ครั้งที่ 4 วันที่ 5กรกฎาคม 2564 จำนวน 100,000 บาท ครั้งที่ 5 วันที่ 8 กรกฎาคม 2564 จำนวน 15,000 บาท ครั้งที่ 6 วันที่ 9 กรกฎาคม 2564 จำนวน 50,000 บาท ครั้งที่ 7 วันที่ 10 กรกฎาคม 2564 จำนวน 20,000 บาท ส่วนครั้งที่ 8 วันที่ 6 สิงหาคม 2564 ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจำเลยกู้เงินโจทก์ 5,000 บาท จำเลยไม่ฎีกา ประเด็นดังกล่าวจึงยุติ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์จะเรียกร้องให้จำเลยคืนเงินแก่โจทก์อีกจำนวน 285,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยได้หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า เมื่อโจทก์รับว่าโจทก์มอบหมายให้จำเลยนำเงินไปให้บุคคลภายนอกกู้ยืมโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดแล้วนำผลประโยชน์มามอบให้ จำเลยจึงเป็นตัวแทนของโจทก์ในกิจการดังกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 797 กรณีเช่นนี้จึงไม่สามารถแยกต้นเงินออกจากดอกเบี้ยที่เรียกเก็บจากบุคคลภายนอกเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดซึ่งตกเป็นโมฆะเช่นเดียวกับนิติกรรมกู้ยืมได้ ประกอบกับแม้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 172 วรรคสอง บัญญัติว่า ถ้าจะต้องคืนทรัพย์สินอันเกิดจากโมฆะกรรม ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยลาภมิควรได้แห่งประมวลกฎหมายนี้มาใช้บังคับ แต่มาตรา 411 บัญญัติเป็นข้อยกเว้นว่า บุคคลใดได้กระทำการเพื่อชำระหนี้เป็นการอันฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายหรือศีลธรรมอันดี ท่านว่าบุคคลนั้นหาอาจจะเรียกร้องคืนทรัพย์ได้ไม่ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์มอบเงินให้จำเลยนำไปปล่อยให้บุคคลภายนอกกู้ยืมโดยคิดดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด เป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย ซึ่งกฎหมายกำหนดห้ามมิให้คิดดอกเบี้ยเกินร้อยละสิบห้าต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 และเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 มาตรา 4 (1) นิติกรรมระหว่างโจทก์กับจำเลยตกเป็นโมฆะ การที่โจทก์มอบเงินให้จำเลยไปดำเนินการดังกล่าวจึงเป็นการชำระหนี้ฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายหรือศีลธรรมอันดี โจทก์จึงไม่อาจเรียกร้องให้จำเลยคืนเงินในส่วนนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

 ข้อสังเกตจากผู้เขียน

1) ศาลฎีกาเห็นว่า สัญญากู้ยืมเงินที่คิดดอกเบี้ยเกินอัตราเป็นนิติกรรมที่แยกส่วนออกจากกันได้ระหว่างต้นเงินกับดอกเบี้ย เมื่อนิติกรรมส่วนต้นเงินมีวัตถุประสงค์ที่ชอบด้วยกฎหมาย นิติกรรมการให้กู้ในส่วนต้นเงินจึงสมบูรณ์ ผู้ให้กู้ฟ้องเรียกต้นเงินคืนได้ แต่ในส่วนของนิติกรรมการเรียกดอกเบี้ยนั้น เมื่อเรียกกันเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด นิติกรรมการคิดดอกเบี้ยก็ไม่สมบูรณ์ ดังนั้น ถ้าผู้ให้กู้ทำสัญญากู้ยืมเงินกับผู้กู้โดยผู้กู้จะนำเงินกู้ไปปล่อยกู้ต่อ ศาลฎีกาไม่ถือว่าสัญญาเช่นนี้เป็นสัญญาตัวแทน แต่เป็นสัญญากู้ยืมเงินระหว่างผู้กู้กับผู้ให้กู้ ผู้กู้ที่จะนำเงินไปปล่อยต่อจึงต้องรับผิดตามสัญญากู้ต่อผู้ให้กู้ต่อไป หากผู้ให้กู้ "รู้" ว่าผู้กู้จะนำเงินไปปล่อยต่อโดยคิดดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดและผู้ให้กู้รับผลประโยชน์จากดอกเบี้ยที่เรียกเกินอัตรานั้นด้วย ศาลจะถือว่า ผู้ให้กู้มีส่วนรู้เห็นในการกระทำผิด จึงเข้าหลัก ex turpi causa non oritur actio (การกระทำที่ผิดศีลธรรมย่อมไม่เป็นเหตุในการฟ้องคดี) ศาลจึงถือว่านิติกรรมในส่วนของดอกเบี้ยเป็นโมฆะและฟ้องเรียกกันไม่ได้    

2) ถ้าผู้ให้กู้เพียงแต่มอบหมายให้บุคคลอื่นนำเงินของตัวเองไปปล่อยกู้โดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราจากผู้กู้และไม่ได้ทำสัญญากู้ไว้กับคนปล่อยกู้เลยตามฎีกาที่ 6901/2567 นิติกรรมดังกล่าวก็ไม่ใช่เรื่องการกู้ยืมเงินกัน แต่เป็นเรื่องตัวการตัวแทน เมื่อมอบหมายให้ผู้ปล่อยกู้นำเงินไปปล่อยโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด นิติกรรมการตั้งตัวแทนย่อมมีวัตถุประสงค์ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย สัญญาตั้งตัวแทนย่อมตกเป็นโมฆะทั้งหมดทันที ไม่ใช่โมฆะเฉพาะส่วนดอกเบี้ยแต่อย่างใดเพราะไม่ใช่การรับผิดตามสัญญากู้ แต่เป็นการให้รับผิดตามสัญญาตัวแทน เมื่อสัญญาตัวแทนตกเป็นโมฆะทั้งหมดแล้ว เงินที่ตัวแทนรับไว้จากตัวการเพื่อนำไปปล่อยกู้ย่อมเป็นเงินที่ "ได้รับไว้เกี่ยวด้วยการเป็นตัวแทน" โดยหลักแล้วต้องคืนตาม ป.พ.พ. มาตรา 810 แต่เนื่องจากสัญญาตัวแทนนี้ตกเป็น "โมฆะ" เพราะวัตถุประสงค์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาและความเห็นของนักกฎหมายหลายคน เช่น หลวงประพนธ์นิติสรรค์ เห็นว่า ตัวการเรียกเงินหรือทรัพย์สินคืนไม่ได้ ส่วนฎีกาที่ 6901/2567 ขยายความลงไปให้ชัดเจนว่า เมื่อสัญญาตัวแทนตกเป็นโมฆะแล้ว การคืนเงินต้องคืนฐานลาภมิควรได้ เมื่อการชำระหนี้ตามสัญญาตัวแทนฝ่าฝืนต่อกฎหมายโดยชัดแจ้ง เจ้าของเงินจึงไม่มีสิทธิได้รับเงินคืนตาม มาตรา 411 และเรียกร้องคืนไม่ได้ทั้งส่วนต้นเงินและดอกเบี้ย จะเห็นได้ว่า ศาลมีท่าทีเป็น 'ปฏิปักษ์' (hostile) ต่อการปล่อยกู้นอกระบบที่คิดดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด (predatory lending)   

ขอบคุณครับ

พุทธพจน์ นนตรี (ทนายความ)

น.บ. (ธรรมศาสตร์)

เนติบัณฑิตไทย

094-550-0835

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้